ผู้เขียน หัวข้อ: เริ่มทำธุรกิจยังไงให้ร่ำรวยแบบไม่ฝันลมๆแล้งๆ  (อ่าน 2 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

กรกฎาคม 13, 2018, 03:25:35 AM
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 303
    • ดูรายละเอียด

Entrepreneur" "Businessman" "นักธุรกิจ" เป็นคำในฝันที่ผู้คนจำนวนมากอยากจะเป็น นั่นคือการได้ครอบครองธุรกิจที่บรรลุเป้าหมาย รวย มีความร่ำรวย มีเงินมากพอที่จะทำให้ตัวเองรวมทั้งแฟนเป็นสุข
ในยุคของผม (Gen-Y) เป็นยุคที่คนรุ่นนี้ผู้คนจำนวนมากมีความปรารถนา (Passion) ในประเด็นการทำธุรกิจ หลายท่านอยากเป็นเจ้าของธุรกิจตั้งแต่อายุยังน้อย โดยมีต้นแบบที่เยี่ยมยอดอย่างคุณต๊อบ เถ้าแก่น้อย นักธุรกิจวัยรุ่นพันล้าน เป็นไอดอล ทำให้พวกเราเองก็ต้องการบรรลุผลสำเร็จแบบเดียวกับคุณต๊อบเช่นเดียวกัน
ผมได้ลงมือทำตามความฝันที่มันไม่ง่ายเหมือนกับที่คิดเลย การลงมือกระทำกับความนึกคิดนั้นแตกต่างราวฟ้ากับเหว คนจำนวนไม่น้อยล้มเหลวรวมทั้งยกเลิกเพราะเหตุว่าคิดว่ามันยากเกินไป ประมาทเกินความจำเป็น หรือที่จริงแล้วลึกๆบางครั้งก็อาจจะมิได้ชอบการทำธุรกิจก็เป็นได้ หรือแม้แต่การทำธุรกิจแบบไม่ถูกวิธี ซึ่งไม่แปลกด้วยเหตุว่าหลายๆคนอาจจะมิได้จบคณะผู้บริหารธุรกิจโดยตรง จึงขาดความรู้และประสบการณ์สำหรับเพื่อการทำธุรกิจ ผมจึงขอแชร์แนวคิดการเริ่มต้นทำธุรกิจจากประสบการณ์แบบ B2B ที่มีมูลค่าทางการตลาดระดับ 1,500 ล้าน มาฝากกันครับผมหากผมทำเป็น คุณก็ทำเป็นแน่ๆ
1. ถามตัวเองก่อนว่ามี "ความปรารถนา" (Passion) ในเรื่องอะไร
 การลงมือทำธุรกิจ ไม่ใช่ว่านึกอยากจะทำก็ทำ หรือมองเห็นคนอื่นทำแล้วมั่งคั่งก็เลยอยากทำตามอย่างบ้าง อย่ารู้สึกว่าแนวทางการทำธุรกิจนั้นจะสบายครับผม ที่คุณเห็นคนอื่นๆสบาย ส่วนมากมีต้นเหตุมาจากการที่พวกเขาลงมือทำด้วยความยากแค้นจนถึงสำเร็จแล้ว ในเวลาที่พวกเขาเหมื่อยล้า พวกคุณบางทีก็อาจจะไม่ได้เห็นในส่วนนี้ว่าพวกเขาต้องทำอะไรบ้าง ทำให้บางเวลาคุณคิดไปเองว่าการทำธุรกิจนั้นเป็นของง่าย
 ควรถามตนเองให้ชัดว่ามี "ความไคร่" ในเรื่องการอยากเป็นเจ้าของธุรกิจการค้า ต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจ ต้องการเป็นเถ้าแก่เท่าไร ซึ่งประเด็นนี้เกิดเรื่องความรู้สึกที่วัดไม่ได้ แต่ว่าถ้าคุณเอาเงินเป็นตัวตั้ง อาทิเช่น ตลอดชีวิตนี้คุณจะเป็นเถ้าแก่ร้อยล้านให้ได้ อย่างงี้ถือว่าดี เนื่องจากว่าวัดผลได้ด้วยตัวเงินถ้าหากไม่ได้อยากต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจจากใจจริงก็อย่าเสียเวล่ำเวลาทำนะครับ คุณจะสู้คนมีแพชชั่นไม่น้อยเลยทีเดียวมิได้ ในระยะยาว คุณแพ้แน่ๆถ้าหากใจไม่ถึงจริง ความไคร่จะเป็นพลังเชิงบวกให้คุณไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค ไม่ว่าคุณจะเหมื่อยล้าซักแค่ไหน คุณก็จะไม่ยอมแพ้และลงมือทำกระทั่งสำเร็จ หากคุณมีความไคร่ในประเด็นนี้อย่างเต็มเปี่ยมและก็ต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจริงๆสู้งาน ทรหดอดทน มีทัศนคติที่เป็นบวกอยู่ตลอดเวลา ผมขอบอกเลยว่าคุณมาถูกทางแล้วนะครับ
 
2. ลงมือเขียนเกี่ยวกับตัวเองว่ามีทักษะด้านอะไรบ้าง
 การเริ่มต้นทำธุรกิจ สามารถลงมือทำได้ง่ายขึ้นด้วยการลงมือตรวจตัวเองว่ามีความถนัด ความรู้ความชำนิชำนาญด้านใดเป็นพิเศษบ้าง สิ่งกลุ่มนี้จะมีผลให้คุณ "ดีกว่า" สำหรับการชิงชัยทางธุรกิจอีกด้วย ดังเช่น คุณสำเร็จการศึกษาทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มีความรู้สำหรับในการพัฒนาโปรแกรมที่ช่วยงานได้หลากหลาย คุณสามารถใช้ความรู้ความสามารถในหัวข้อนี้เพื่อเริ่มต้นทำธุรกิจของคุณเองได้ในทันทีด้วยการเขียนโปรแกรมขาย พร้อมทั้งฝึกฝนความถนัดวิธีขายไปในตัว ฯลฯ หรือบางคนมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษ สามารถดำเนินการแปลภาษาเป็นธุรกิจของตนเองได้ บางบุคคลชอบทำของหวาน ถนัดการประกอบอาหาร ทำกาแฟ ตัดผม อื่นๆอีกมากมาย สิ่งพวกนี้จะทำให้คุณเริ่มต้นธุรกิจด้วยความเชี่ยวชาญได้ง่ายมากยิ่งขึ้น แต่บางบุคคลบางทีอาจจะไม่ถนัดอะไรเลยซักอย่าง มีความเข้าใจแบบเป็ดๆ(ฮา) ผมเองก็เป็นเช่นนั้นครับ หากคุณชอบงานขาย ถูกใจงานจับเสือมือเปล่า ไม่ต้องลงทุนมาก ลงแรงสิ่งเดียว คุณอาจจะค้นพบความรู้ความเข้าใจสำหรับการเป็นนายหน้าให้กับหลายๆธุรกิจ เช่น ธุรกิจนายหน้าที่ดิน ผู้แทน ขายประกัน MLM คนกลาง B2B อื่นๆอีกมากมาย ซึ่งความรู้ความเข้าใจกลุ่มนี้จะก่อให้คุณสะดุดตาสำหรับเพื่อการเข้าสู่โลกธุรกิจเยอะขึ้น เพราะเหตุว่างานขายถือได้ว่าสกิลที่สำคัญที่สุดในการสร้างยอดจำหน่ายแล้วก็ความมั่งมีเข้าสู่กระเป๋าคุณ
 
3. ตัดสินใจว่าจะทำธุรกิจแบบ "B2B" หรือ "B2C"
 ผมอธิบายไปหลายรอบแล้วกับรูปแบบกระบวนการทำธุรกิจ 2 โมเดลนี้ แต่ว่าก็จะขออธิบายซ้ำอีกทีเพื่อความรู้ความเข้าใจสำหรับคนใหม่ครับผม ควรถามตัวเองว่าคุณชอบธุรกิจแบบอย่างไหน แล้วเริ่มลงมือทำได้เลย B2B (Business-to-Business) เป็นธุรกิจที่กลุ่มลูกค้าเป็นตัวบริษัท หน่วยงาน เป็นหลัก ซึ่งเน้นแนวทางการขายสินค้าและก็บริการที่ตอบปัญหาอีกธุรกิจหนึ่ง ทำให้อีกธุรกิจได้ประโยชน์ที่ดีขึ้น ได้แก่ ได้กำไรมากขึ้น ทุนลดลง ย่นเวลาทำงานมากขึ้น ฯลฯ ตัวอย่างธุรกิจ B2B อาทิเช่น ธุรกิจเอเจนซี่โฆษณา ธุรกิจติดแอร์บริษัท ธุรกิจระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ธุรกิจขายเครื่องจักรเข้าโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น ซึ่งธุรกิจกลุ่มนี้มีคุณลักษณะเด่นก็คือไม่ต้องทำการตลาด ลงทุนด้านโปรโมทอะไรมาก ผลิตภัณฑ์ที่ขายเน้นการตอบปัญหาคนซื้อ สินค้าบางอย่างมีมูลค่าพรั่งพร้อมซึ่งคนธรรมดาไม่อาจจะซื้อได้และไม่ต้อง แต่ว่าข้อบกพร่องเป็นจำต้องย้ำ "นักขาย" เป็นหลัก มีกรรมวิธีการซื้อที่ใช้ระยะเวลา ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับราคาของผลิตภัณฑ์ ครั้งคราวลูกค้าขอผ่อนผันการจ่ายเงินอย่างน้อย 1 เดือน ทำให้คุณบางทีก็อาจจะขาดกระแสการเงินสดได้ ทั้งยังมีปริมาณลูกค้าที่มีอยู่จำกัด ขึ้นกับขนาดของตลาดว่าสินค้าคุณขายได้มากขนาดไหน
 B2C (Business-to-Customer) เป็นธุรกิจที่กลุ่มลูกค้าคือคนทั่วไป เน้นวิธีขายแบบแมส (Mass Market) ซึ่งผลิตภัณฑ์แล้วก็บริการจะขายให้กับรายตัว เอาง่ายๆก็คือกลุ่มผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค ซื้อรับประทานซื้อใช้ ของกิน เสื้อผ้า เครื่องแต่งตัว ยารักษาโรค ธุรกิจออนไลน์ ธุรกิจขายรถยนต์ ขายบ้าน ขายที่ดิน ฯลฯ กลุ่มนี้นับว่าเป็น B2C ทั้งสิ้น ต้องพึ่งพา "การตลาด" โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโฆษณาอย่างมากมายเพื่อคนเป็นที่รู้จักรวมทั้งพอใจ การตลาดจะเกิดเรื่องที่จำเป็นต้องที่สุดเหนือแนวทางการขายในหลายๆกรณี จุดเด่นคือถ้าหากคุณทำตลาดก้าวหน้า ผลิตภัณฑ์ราคาแพงน่าดึงดูด คุณมีสิทธิ์รวยมากเพราะเหตุว่าลูกค้าที่มาซื้อนั้นมีมากมาย แต่ว่าคุณต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งขันที่มากมายเหมือนกัน คุณต้องช่ำชองกลยุทธทางการตลาด การกำหนดราคา ลด แลกเปลี่ยน แจก แถม ต่างๆเพื่อให้คุณนำหน้าเหนือคู่แข่งขันให้ได้
 
4. ตั้งเป้าหมายให้แจ่มแจ้งว่าจะทำธุรกิจไปเพื่ออะไร
 ถ้าตอบให้ชัดว่าทำเพราะเหตุว่าต้องการร่ำรวยร้อยล้าน พันล้าน แบบนี้ถือว่าดีครับ แจ่มแจ้งดี แต่ว่าถ้าหากจุดมุ่งหมายคืออยากสบาย มองเห็นคนอื่นรวยก็ต้องการรวยบ้าง แบบนี้อาจจะกำกวมนัก เป้าหมายสำหรับในการทำธุรกิจต้องมีจำนวน โดยเฉพาะยอดจำหน่ายหรือขนาดของธุรกิจให้แจ่มชัด คุณมีสิทธิ์ฝันว่าเป็นเศรษฐีร้อยล้าน พันล้านได้ สิ่งพวกนี้เป็นเป้าหมายที่คุณจำต้องลงมือกระทำ แม้กระทั่งยังไปไม่ถึง แม้กระนั้นผมมั่นใจว่าคุณจะได้อะไรจากการลงมือทำธุรกิจไปได้มากอย่างยิ่งจริงๆขอรับ
 แรงกระตุ้นที่ดีสำหรับการทำธุรกิจก็คือ "การส่งมอบธุรกิจ" ให้กับคนที่คุณรัก ถ้าคุณทำสำเร็จ คุณสามารถมอบให้ลูกชายคุณขึ้นเป็นประธานบริษัทแทนคุณได้ หรือเขียนเป็นปริมาณสัดส่วนหุ้นเพื่อแบ่งปันให้คู่รักได้ผลคุณประโยชน์ร่วมกับคุณด้วย ต้องตั้งเป้าหมายในเรื่องนี้ด้วย เพราะเหตุว่าครอบครัวและก็ผู้ที่คุณรักก็เป็นส่วนที่ช่วยทำให้คุณประสบความสำเร็จจากการทำธุรกิจได้ครับผม
5. เขียนแผนธุรกิจโดยเน้นถึงยอดขาย ผลกำไร ปริมาณลูกค้า เงินลงทุนการผลิต ทุนการตลาด เป็นหลัก
 เมื่อคุณมีความตั้งอกตั้งใจแน่วแน่ มีเป้าหมาย เลือกชนิดของธุรกิจ ค้นหาสินค้าและก็บริการที่อยากได้เริ่มทำธุรกิจได้แล้ว สิ่งที่ควรทำโดยทันทีคือการเขียนแผนธุรกิจอย่างง่ายขึ้นมา กระบวนการก็ง่ายดายมากดังต่อไปนี้
 ธุรกิจที่อยากได้ทำ: ธุรกิจจัดตั้งกล้องวงจรปิดด้านในตึก
ต้นแบบธุรกิจ: B2B บริษัทจำกัด ย้ำแนวทางการขายและจัดตั้งกล้องถ่ายรูปให้กับบริษัทหรือหน่วยงานที่มีอาคารสำนักงาน
เหตุผล: มีความเข้าใจ มีข้อมูล มีแหล่งกล้องถ่ายภาพที่ดี เชื่อถือได้ มีความรู้สึกว่างานติดกล้องภายในตึกมีความจำเป็น
จุดหมาย: ต้องการทำเป็นต้นแบบบริษัทที่มียอดขายราวๆ 20 ล้าน ในตอน 3 ปีแรก
ผลกำไร: อยากได้กำไรไม่ต่ำยิ่งกว่า 30% จากยอดขาย (20ล้าน/30% = 6 ล้านบาท)
จำนวนลูกค้า: เน้นย้ำกรุ๊ปองค์กรที่มีอาคารสำนักงานและก็ซีเรียสเรื่องความปลอดภัย แบ่งตามกรุ๊ปธุรกิจ เป็นต้นว่า
ธุรกิจ Community Mall: กรุงเทพมี 20 กว่าที่
ธุรกิจร้านอาหารและก็ร้านอาหาร: กรุงเทวดามีมากยิ่งกว่า 500 ที่
ธุรกิจสถานเริงรมย์วิกาล: มีเป็นร้อยกว่าแห่ง
ธุรกิจโรงเรียน: มีเป็นร้อย
ธุรกิจโรงพยาบาล: มีเป็นสิบ
จากเรื่องจำนวนลูกค้าจะมีผลให้คุณมีลีด (Lead) ที่เป็นไปได้และก็ทำให้ท่านประเมินปริมาณลูกค้าผู้มุ่งหมาย (Prospect) ได้อย่างคร่าวๆจำนวนลูกค้าจะเป็นเม็ดเงินเข้าสู่กระเป๋าคุณได้อย่างแน่แท้
เงินลงทุนการสร้าง: ค่ากล้องวงจรปิด ค่าจัดตั้ง ค่าอะไหล่ ค่าแรง ค่าพาหนะ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าสถานที่ทำงาน ค่าตอบแทน ฯลฯ
ต้นทุนการตลาด: ค่าโฆษณาลงกูเกิ้ล ค่าทำโบรแน่นอน ค่าเอนเตอร์เทน อื่นๆอีกมากมาย
 
สมมุติว่าอยากยอดขาย 20 ล้านบาท
ขายกล้องวงจรปิด 1 งาน มีการติดกล้องถ่ายรูป 10 ตัว มูลค่าประมาณ 20,000 บาท พร้อมค่าแรง
คุณต้องหาลูกค้า = 20,000,000/20,000 = 1,000 ราย
ใน 1 ปี ถ้าเกิดคุณทำนัดหมายได้วันละ 5 นัด ใน 1 เดือน ดำเนินงานวันละ 20 วัน หัก เสาร์ อาทิตย์ คุณจะทำนัดได้ 1,200 นัด ต่อปี ถ้าเกิดทุกเจ้าที่เจ้าทางเข้าไปขายซื้อคุณหมด คุณจะบรรลุ 20 ล้าน ภายใน 1 ปี แม้กระนั้นมันอาจจะเป็นไปไม่ได้
สมมุติว่าค่าถัวเฉลี่ยการบรรลุเป้าหมายที่ปิดการขายได้พอๆกับ 30% นั่นคือ เข้า 10 ราย ขายได้ 3 ราย ใน 1 ปี คุณไปพบลูกค้า 1,000 ราย คุณจะขายได้ 300 ราย ซึ่งยอดยังไม่ถึง 20 ล้าน
คุณต้องหาลูกค้าสูงถึง 3,300 ราย ถึงจะได้ลูกค้าราว 1,000 ราย ด้วยเหตุว่าค่าถัวเฉลี่ยที่ปิดได้เป็น 30%
คุณคงเหนื่อยเกินไป มีสองทางเลือกเป็น 1 เพิ่มคุณภาพการปิดแนวทางการขายให้ดียิ่งขึ้น กับ 2 จ้างเซลล์มากขึ้น
เห็นภาพกันแล้วใช่มั้ยล่ะขอรับ ว่าทุกๆอย่างมันเป็นได้หากคุณเขียนตัวเลขควบคุม จากตัวอย่างจะเป็นการเขียนแผนธุรกิจอย่างง่าย โดยทุกข้อมีตัวเลขควบคุมรวมทั้งประเมินผล สิ่งกลุ่มนี้จะทำให้คุณเห็นความน่าจะเป็นเพิ่มมากขึ้น
 
6. ประเมินความเสี่ยงทางธุรกิจให้รอบคอบ
 
ความเสี่ยงทางธุรกิจ เป็นสิ่งที่คนไม่ใช่น้อยไม่ค่อยทำกัน คิดว่าง่าย มีเงินก็ทำเป็น แม้กระนั้นในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ เพราะความเสี่ยงที่คุณไม่ระวังรวมทั้งประมาทอาจส่งผลให้คุณเจ๊งทันที ต้องเขียนออกมาว่ามีต้นสายปลายเหตุใดบ้างที่ทำให้ท่านเสียเปรียบได้ อย่างเช่น
คู่แข่งขัน
ลักษณะอากาศ
ธุรกิจของลูกค้า
การเมือง
การสู้รบ
ข้อบังคับ
หุ้นส่วนของคุณ
คนภายในครอบครัว ดังเช่นว่า พ่อ แม่ ลูก เมีย
สุขภาพของคุณรวมทั้งทีมงาน
ภัยที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ อุบัติเหตุ ภัยพิบัติต่างๆ
ฯลฯ
ความเสี่ยงบางอย่าง ได้แก่ สภาพอากาศแบบน้ำท่วมนานๆอาจจะเป็นผลให้ธุรกิจของคุณเจ๊งได้เลย ต้องคิดเสมอว่าถ้าหากเจอเรื่องห่วยแตกๆเข้ามา คุณจะวางแผนจัดการมันได้อย่างไร อย่างเช่น ออมเงินสำรองทางธุรกิจ ทำธุรกิจเสริมหลายๆทาง ทำประกันวินาศภัย ใช้บริการที่ปรึกษาทางด้านการเงินแล้วก็ธุรกิจ ฯลฯ
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ธุรกิจน่าสนใจ

Tags : ธุรกิจ 2018