แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - guupost

หน้า: [1] 2 3 ... 242
1
ไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้เลยว่า iPad เป็นเครื่องไม้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์อย่างหนึ่งที่ผู้คนนิยมใช้กันเพิ่มมากขึ้นทั้งโลก ด้วยความที่เป็นเครื่องไม้เครื่องมือที่มีหน้าน้าหน้าจอขนาดใหญ่ ทำให้สามารถใช้เพื่องานเอกสาร หรือเพื่องาน Social Media ได้สะดวกกว่าการใช้โทรศัพท์ smartphone ทั่วๆไป จนกระทั่งขณะนี้ หลายคนบางครั้งก็อาจจะเน้นย้ำใช้ Social Media บน iPad เป็นส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ ส่วนโทรศัพท์ก็เก็บไว้ใช้โทรสิ่งเดียว ฯลฯ
แต่ว่าการใช้ iPad เพื่องานต่างๆสิ่งหนึ่งที่จำเป็นมากเด็ดขาดเลยก็คือเคส iPad เพราะเหตุว่าหาก iPad มิได้มีการสวมเคสไว้เลย เวลาใช้ประโยชน์ในแต่ละสถานที่ก็ย้ำเอาไปเป็นเครื่องเปล่าๆเลย ย่อมได้โอกาสสูงที่คุณจะเผลอทำ iPad ตกพื้น จนกระทั่งเกิดร่องรอยบนเครื่อง หากน้อยหย่อย ก็มีแค่รอยแผลเล็กๆน้อยๆแต่ว่าหากตกแรงๆก็มีสิทธิทำให้หน้าจอของ iPad แตกได้เลย ยิ่งถ้าหากตกแรงๆอาจทำให้กำเนิดรอยแตกที่จะเดินเครื่องไปตลอด ซึ่งรอยแตกบนจอ iPad ขอบอกเลยว่าเป็นรอยที่ใหญ่รวมทั้งน่าสยองมากมาย ถ้าคุณใช้มันทั้งที่หน้าจอยังแตกอยู่ รอยแตกนั้นบางทีอาจจะบาดนิ้วคุณ จนถึงกำเนิดแผล ได้เลือดแบบที่คุณก็คิดไม่ถึงเลยก็เป็นไปได้ รอยแตกบน iPad ไม่ได้มีผลเพียงแค่กับการใช้งานเท่านั้น แม้กระนั้นยังส่งผลไปถึงในตอนที่คุณอยากจะขายทอดตลาด ราคาของ iPad บางครั้งก็อาจจะตกลงจำพวกที่ว่าคุณเองยังเสียขวัญ ด้วยเหตุนี้การสวมเคสให้ iPad ก็เลยเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

ในปัจจุบัน เคส iPad ถูกสร้างขึ้นแล้วก็เอามาวางขายบนตลาดในหลายแบบ อีกทั้งเคสพลาสติกแบบแข็งไปจนถึงเคสนุ่มๆเป็นซิลิโคนก็มี เมื่อเคสมีอยู่นานัปการแบบดังต่อไปนี้ คุณอาจจะสงสัยอยู่ว่า ถ้าหากว่าเป็นเช่นนั้นเราควรที่จะทำการเลือกเคสแบบไหนดีถึงจะใช้งานได้อย่างดีเยี่ยม ไม่มีปัญหาหัวข้อการแตกทรุดโทรมตามมา วันนี้พวกเรามีคำตอบมาฝาก
1. ควรที่จะเลือกเคสที่มีฝาสำหรับปิดหน้าจอด้วย บางคนมีความรู้สึกว่าเคสแบบมีฝาปิดนั้นทำให้ ipad ดูไม่สวย มองโบราณ ในขณะเคสแบบไม่มีฝา จะทำให้ iPad มองนำสมัยมากกว่า ถ้าหากคุณเป็นคนนึงที่กำลังจะมีความคิดแบบนี้ ขอบอกเลยว่าให้รีบแปลงทัศนคติโดยเร่งด่วน เนื่องจากเคสแบบมีฝาปิดนี่แหละ ที่จะช่วยคุ้มครองอันตรายให้กับ iPad ของคุณได้รอบด้าน ไม่ว่าคุณจะเผลอทำเครื่องมือตก หรือกระแทกในท่าไหน ก็มั่นอกมั่นใจได้ว่าจะไม่มีทางกำเนิดรอยบน iPad แสนรักของคุณได้แน่ๆ เทียบกับเคส iPadแบบไม่มีฝาปิด ถึงจะมีผลให้เครื่องไม้เครื่องมือดูงาม ทันสมัยก็จริงอยู่ แม้กระนั้นก็จะต้องแลกกับการที่จะทำให้จอ iPad ของคุณ แปลงเป็นส่วนที่เปราะบางมากที่สุด ถ้าหากคุณเผลอทำ iPad ตกแบบคว่ำหน้าลง เคสอย่างนี้จะไม่อาจจะป้องกันสิ่งใดให้ท่านได้เลย โดยเหตุนั้น หากอยากได้ซื้อเคสไอแพด ขอแนะนำว่าให้ซื้อรุ่นที่มีฝาปิดด้วยจะดีมากยิ่งกว่า รับประกันว่าปลอดภัย 100% แน่นอน

2. ควรเลือกเคสที่มีความครึ้มพอควร ที่เยี่ยมที่สุดคือหน้าโดยประมาณ 2-4 มิลลิเมตร ด้วยความครึ้มเท่านี้จะช่วยให้คุณสามารถป้องกันการชน แล้วก็รอยขีดข่วนบน iPad ได้ดีที่สุด หากไม่เป็นการนำของแหลมกรีดลงไปบนวัสดุอุปกรณ์แบบตั้งใจ ก็เป็นไปไม่ได้ที่ความเสื่อมโทรมจะทะลุลงไปถึง iPad ได้ หลบหลีกพวกเคสซิลิโคนบางๆด้วยเหตุว่าเคสอย่างงี้จะไม่สามารถคุ้มครองปกป้องอันตรายให้กับ iPad ได้มากเพียงพอ มีดีแค่สัมผัสแล้วคิดว่านุ่มมือ มองล้ำสมัยเท่านั้นเอง แม้คุณเลือกเคสที่มีความหนามากพอ ก็มั่นใจได้เลยว่า iPad ของคุณจะได้รับการป้องกันเต็มกำลังอย่างไม่ต้องสงสัย

3. อย่าซื้อipad case รุ่นที่ทุกด้านปิดทึบไปเสียหมด ไม่มีช่องหรือรูอะไรให้อากาศผ่านได้เลย เนื่องจากการใช้งาน iPad แต่ละครั้ง จะกำเนิดความร้อนขึ้นในตัวเครื่องมือ ถ้าเคสของคุณเป็นพลาสติกแข็งๆที่ปิดทึบหมดทุกด้าน เว้นรูไว้แค่ตรงลำโพงแล้วก็ช่องเสียบต่างๆเท่านั้น ความร้อนก็จะสะสมอยู่ใน iPad จนคุณรู้สึกได้เลยว่าอุปกรณ์ของคุณร้อนอย่างกับไฟ เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมมีผลกระทบให้กับ iPad หลายประการ อย่างเช่น ทำให้แบตเตอรี่ใน iPad เสื่อมอายุการใช้งาน ทำให้เครื่องไม้เครื่องมืออะไรบางอย่างบน iPad ได้รับความย่ำแย่ เป็นต้น โดยเหตุนั้นในการเลือกซื้อเคส คุณควรที่จะเลือกเคสที่มีช่องที่มีไว้ระบายอากาศสักนิดสักหน่อย จะได้เป็นการถนอม iPad ยืดอายุการใช้แรงงานให้ยาวนานยิ่งขึ้นไปอีก

4. ไม่ควรซื้อเคส iPad ที่หนาเหลือเกิน เคส iPad อย่างครึ้ม ฟังดูแล้วเสมือนจะใช้ดี คุ้มครองป้องกันอันตรายให้ iPad ได้ แม้กระนั้นที่จริงแล้ว มันเป็นตัวการที่สร้างอุปสรรคให้กับการใช้งาน iPad ของคุณได้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการทำให้น้ำหนัก iPad มากขึ้นจนถึงนำเอาไปไหนมาไหนลำบาก หรือเพิ่มความยากแค้นสำหรับเพื่อการต่อเครื่องไม้เครื่องมือเสริมต่างๆอย่างเช่น หูฟัง สายชาร์จ ทำให้หัวต่อของเครื่องมือพวกนี้ถูกต่อเข้าไปได้ไม่เต็มกำลังเพราะเหตุว่าติดเคส สุดดท้ายก็ไม่สามารถใช้งานได้เลย จะต้องถอดเคสและหลังจากนั้นก็ค่อยต่อกันอย่างเดียว เคสที่มีความครึ้มเหมาะสม ดังที่กล่าวไปแล้วว่าควรจะอยู่ที่ 2-4 มม. ขอให้เลือกตามขนาดนี้ดีกว่า

การเลือกเคส ipad ดูเผินๆบางครั้งก็อาจจะมีความเห็นว่าไม่จำเป็น แม้กระนั้นจริงๆแล้ว ขั้นตอนนี้นับได้ว่าเป็นขั้นตอนที่จำต้องให้ความสำคัญมากพอควร เนื่องจากนับว่าเป็นตัวชี้วัดได้เลยว่า iPad แสนรักของคุณจะยังคงอยู่ไปได้โดยสวัสดิภาพเป็นเวลานาน หรือจะมีรอยถลอกปอกเปิกไปเสียก่อน ขอให้ผู้ใช้ iPad ทุกคนต้องอย่าปล่อยทิ้ง

ที่มา บทความเคส ipad:  https://www.dotlife.store/

2
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่แฟนเพจ

3
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์และแฟนเพจ

4
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่แฟนเพจ

5
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์และแฟนเพจ

6
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์และแฟนเพจ

7
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่แฟนเพจ

8
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์และแฟนเพจ

9
สำหรับไทยแลนด์สมัย 4.0 ที่เป็นยุคที่ระบบไร้สายมีการพัฒนาขึ้นอย่างในตอนนี้ เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์หลายสิ่งหลายอย่างต่างก็พาเหรดกันกลายเป็นของไร้สายกันแบบถ้วนหน้า ตั้งแต่สายชาร์จ ลำโพง หรือแม้กระทั้งหูฟัง โดยเฉพาะหูฟังไร้สาย ที่ปัจจุบันนี้ได้ถูกผลิตขึ้นแล้วนำมาวางขายบนตลาดกันเยอะแยะหลายยี่ห้อ ทำตลาดตีตื้นขึ้นมาแข่งกับหูฟังมีสาย และก็ดึงเอาผู้ใช้บางคนให้แปลงจากหูฟังเดิมๆไปใช้หูฟังรุ่นนี้กันล้นหลาม

แต่เชื่อว่า สำหรับผู้ใช้บางคนที่คุ้นชินกับหูฟังแบบมีสายมาก่อน บางทีก็อาจจะสงสัยอยู่ว่า ถ้าเกิดพวกเราทดลองเปลี่ยนแปลงมาใช้หูฟังแบบไร้สายมอง จะใช้งานเจริญอย่างกับของเดิมที่เคยใช้อยู่หรือเปล่า บางบุคคลไปสืบค้นข้อมูลตามกระดานข่าวสารต่างๆก็ได้เจอกับหัวข้อมากมายที่บอกว่า หูฟังไร้สายเสียงไม่ดีเท่ากับแบบมีสาย เพราะว่าจะต้องแปลงสัญญาณให้เป็น Bluetooth ก่อนจะส่งไปที่ตัวหูฟังที่คุณสวมอยู่ ซึ่งสัญญาณ Bluetooth ครั้งคราวก็มีคุณภาพดี แต่บางโอกาสประสิทธิภาพก็ไม่ค่อยดีมากแค่ไหน เวลาฟังเพลง จึงจำต้องพบกับปัญหาเสียงขาดๆหายๆอยู่เสมอๆจนถึงเสียอารมณ์การฟังเพลงไปหมด หากคุณเป็นคนนึงที่กำลังมองหาหูฟังไร้สายอยู่ แล้วมาพบกับกระทู้พวกนี้ อาจใจแป้ว และก็ยกเลิกความนึกคิดที่จะซื้อหูฟังไร้สายมาใช้ไปในทันทีทันใด ขอบอกว่าอย่าเพิ่งจะรีบใจแป้ว เนื่องจากวันนี้พวกเราจะมาดูกันว่า หูฟังไร้สาย ให้คุณภาพเสียงที่ไม่ค่อยดีเมื่อเทียบกับหูฟังแบบมีสาย ใช่หรือไม่

ดังที่ได้บอกไปแล้วในข้างต้นว่า หูฟังไร้สาย จะใช้วิธีแปลงสัญญาณเสียงให้เป็น Bluetooth ก่อนจะส่งมาที่ตัวหูฟัง และหลังจากนั้นก็ค่อยแปลงกลับมาเป็นสัญญาณเสียงใหม่ ในอดีตสมัยที่ระบบ Bluetooth ยังไม่ทันยุคสักมากแค่ไหน ก็จำต้องเห็นด้วยว่าสัญญาณเสียงมีปัญหาจริงๆบางโอกาสมีซ่าบ้าง มีขาดหายไปบ้าง แต่ในปัจจุบันที่ระบบ Bluetooth ได้พัฒนาไปมากแล้ว ก็ทำให้การรับส่งสัญญาณเสียงในหูฟังไร้สายทำเป็นดีเยี่ยมเพิ่มขึ้น ไม่มีปัญหาเรื่องเสียงขาดหายอีกต่อไปแล้ว หากคุณกำลังเล็งหูฟังไร้สายสักรุ่นหนึ่งอยู่ ขอให้หมดกังวลหัวข้อการรับส่งสัญญาณเสียงผ่าน Bluetooth ได้เลย รับรองว่าถ้าเกิดคุณลองต่อหูฟังไร้สายเข้ากับเครื่องใช้ไม้สอยอิเล็กทรอนิกส์อย่างโทรศัพท์มือ Smartphone, iPod หรือ Tablet คุณจะสามารถฟังเพลงได้อย่างสบาย ฟินไปกับเสียงร้องที่เพราะ ดนตรีที่อัดแน่นจนถึงเสียงเบสได้แน่ๆ

เว้นเสียแต่สัญญาณ Bluetooth ของหูฟังที่ได้รับการพัฒนาแล้ว ในหูฟังไร้สาย ยังได้รับการพัฒนาลำโพงจนกระทั่งสามารถแสดงประสิทธิภาพเสียงได้จนกระทั่งระบบ HD แสดงเสียงเบส เสียงเมโลดี้ แล้วก็เนื้อหาเสียงร้องต่างๆได้อย่างสมบูรณ์และนุ่มนวล เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับในการใช้ฟังเพลงโปรดของคุณ ในขณะเดียวกันก็สามารถใช้ประโยชน์สำหรับการฟังเสียงอื่นๆได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเสียงที่ผ่านการอัดมา หรือเสียงพูดผ่านโทรศัพท์ ก็มีความกระจ่าง สัมผัสรายละเอียดเสียงได้ครบ แม้จะมีเสียงก่อกวนที่มาจากสภาพแวดล้อมข้างนอกก็ตาม

จากเนื้อหาที่กล่าวมาทั้งสิ้น จึงสามารถสรุปได้ว่า หูฟังไร้สายเป็นหูฟังที่ประสิทธิภาพเสียงบรรเจิดไม่มีความต่างจากหูฟังมีสายที่วางขายกันทั่วไปเลย แถมยังเป็นหูฟังที่ให้ความสบายสำหรับในการใช้งานได้มากกว่า เพราะไม่มีสายมาขวางให้รำคาญใจ สามารถใช้ได้ในทุกสถานที่ ทุกช่องทาง จะเป็นตอนที่กำลังขับรถยนต์อยู่ ตอนกำลังตะกายเขา เดินป่า หรืเยี่ยมชมสถานที่เที่ยวต่างๆที่ไม่อาจจะชูหูโทรศัพท์ขึ้นมากล่าวได้เวลานี้ก็ไม่ใช่ปัญหา แค่คุณทำเชื่อมต่อหูฟังไร้สาย แล้วกดรับโทรศัพท์ ก็สามารถพูดโทรศัพท์ได้เลย เรียกว่าเป็นวัสดุอุปกรณ์ที่ช่วยทำให้ชีวิตง่ายมากยิ่งขึ้นได้มากจริงๆ

แม้กระนั้น สำหรับการเลือกซื้อหูฟังไร้สายมาใช้สักตัวหนึ่งนั้น คุณควรมีวิธีการเลือกสักหน่อย เพื่อสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาใช้งานได้อย่างแท้จริง โดยการทำได้ดังต่อไปนี้
1. อย่าเลือกหูฟังที่มีราคาถูกเหลือเกินมาใช้งาน ด้วยเหตุว่าหูฟังจำพวกนี้มักถูกสร้างขึ้นจากวัสดุที่ไม่ได้คุณภาพสักมากแค่ไหน ถูกลดเกรดไปเรื่อยเมื่อประยุกต์ใช้งานจริงจะใช้ได้ไม่ดี มีปัญหาแสดงเสียงไม่ละเอียดบ้าง เสียงแหลมเหลือเกินบ้าง หรือบางโอกาสสัญญาณ Bluetooth ก็ขาดๆหายๆรวมทั้งเมื่อใช้งานไปได้สักระยะ หูฟังไร้สายดังที่กล่าวถึงมาแล้วก็จะกลับสู่บ้านเก่าไปในเวลาอันเร็วทันใจ ในขณะหูฟังไร้สายแบบมีราคาขึ้นมาสักนิด จะเป็นหูฟังที่ใช้งานเจริญ ประกอบขึ้นจากอุปกรณ์ที่มีคุณภาพ รวมทั้งมีอายุการใช้งานที่เป็นเวลายาวนานมากกว่า ถ้าหากคุณไม่ขัดข้องที่จะซื้อหูฟังราคาแพงๆก็ขอแนะนำให้ซื้อรุ่นที่แพงสูงมากขึ้นมาสักนิดสักหน่อยมาใช้งานจะดีมากกว่า
2. ลองเช็คหูฟังที่กำลังเลือกดูก่อนว่ามีคุณภาพการประกอบเป็นยังไง แล้วก็ควรจะทดลองหูฟังด้วยการต่อกับโทรศัพท์ของคุณ แล้วทดลองฟังเพลงจากในเครื่องของคุณดูด้วย หากว่าหูฟังนั้นให้คุณภาพเสียงที่ออกจะดีพอสมควร ก็สามารถถือได้ว่าเป็นหูฟังที่มีคุณภาพดี สามารถซื้อไปใช้งานได้เลย แต่ถ้าทดสอบดูแล้วะพบว่าไม่ค่อยดีสักมากแค่ไหน ก็ให้แปลงรุ่นไปเลย เพื่อได้สินค้าที่ตรงตามความอยากได้อย่างแท้จริง ไมมีปัญหาใดตามมาตอนหลังจนเชิญให้เสียอารมณ์เปล่าๆ

เครดิตบทความ บทความหูฟังไร้สาย: https://www.dotlife.store

10
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่แฟนเพจ

11
การออกจากบ้านที่แสนอบอุ่น ไปอยู่ด้วยตัวผู้เดียวข้างในหอพัก แน่ๆที่สุดว่าพวกเราต้องขนเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์หลายแบบไปด้วย ทั้งพัดลม ทีวี แล้วก็ตู้เย็น โดยเฉพาะตู้เย็น นับว่าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็นจะต้องที่สุดสำหรับหอพัก เพราะเหตุว่าถ้าพวกเราไม่มีตู้เย็นไปไว้ใช้เลย ก็จะไม่สามารถที่จะรักษาของกินอะไรไว้ได้เลย ยิ่งในหอพักที่พวกเราจะไม่สามารถที่จะอุ่นของกิน ทำกับข้าวได้สะดวกเสมือนตอนอยู่บ้าน หากว่าไม่มีตู้เย็นไปไว้ช่วยรักษาอาหาร สุดท้ายเราก็ต้องคอยซื้อของกินมารับประทานใหม่กันทุกมื้อ ซึ่งเกิดเรื่องที่สิ้นเปลืองมาก

เนื่องมาจากในหอมีพื้นที่ออกจะจำกัด ตู้แช่เย็นที่เราจะย้ายไปใช้ได้จึงมีตัวเลือกไม่เท่าไรนัก สำคัญๆก็จะมีแค่ตู้เย็น 1 ประตู กับตู้เย็น 2 ประตูเพียงแค่นั้น เพราะเหตุว่าน่าจะไม่มีผู้ใดขนตู้แช่เย็นแบบ side by side หรือตู้แช่เหล้าองุ่นไปไว้ใช้ในหอพักแน่ๆ สำหรับคุณที่กำลังมองหาตู้เย็นสักใบไปไว้ใช้ในหออยู่ บางทีก็อาจจะกำลังคิดอยู่ว่าจะใช้ตู้เย็น 1 ประตู หรือ 2 ประตูดี ในเนื้อหานี้พวกเราจะมาหาคำตอบกัน

ขั้นแรก การเข้าพักในหอ สาเหตุหนึ่งที่คุณจำต้องใคร่ครวญรวมทั้งจำใส่ใจเสมอ ก็คือเหตุเรื่องค่าไฟฟ้า อย่าคิดไปนะว่าค่าไฟฟ้าในหอจะมีมูลค่าพอๆกับค่าไฟอย่างที่เราใช้กันในบ้านตามปกติ เทียบกล้วยๆถ้าหากค่าไฟที่คุณใช้ในบ้านอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอยู่ที่หน่วยละ 3 บาท ค่าไฟฟ้าในหอ จะมีมูลค่าสูงมากขึ้นไปอยู่ที่หน่วยละ 7 บาท ดังต่อไปนี้ฯลฯ หากว่าคุณนำอุปกรณ์ไฟฟ้าที่กินไฟเยอะมากๆไปใช้ในหอ ค่าไฟฟ้าได้ใหญ่โตแน่นอนเมื่อกลับมาพินิจพิเคราะห์ที่ตู้เย็น โดยปกติ ตู้เย็น1ประตู มักมีอัตราการกินไฟต่ำกว่าตู้แช่เย็นแบบ 2 ประตูอย่างชัดเจน เนื่องด้วยมีขนาดไม่ใหญ่มาก ก็เลยใช้พลังงานน้อย เพราะฉะนั้นหากพิจารณาเพียงแค่ปัจจัยเรื่องค่าไฟฟ้า จะมองเห็นได้ว่าตู้เย็น 1 ประตู เหาะกับการขนย้ายไปใช้ในหอพักมากกว่าตู้แช่เย็นแบบ 2 ประตู ที่รับประทานไฟมากยิ่งกว่าจริงๆ

เมื่ออ่านมาถึงที่ตรงนี้ คุณอาจจะสงสัยว่า มีเพียงแค่เรื่องค่าไฟฟ้าเท่านั้นหรือที่ทำให้ตู้เย็น 1 ประตู เหมาะสมกับหอพัก หากว่าตัวคุณเองมีเงินมากพอที่จะจ่ายค่าไฟฟ้า มาใช้ตู้เย็น 2 ประตู ก็คงจะไม่มีปัญหาใช่ไหม แม้คุณเป็นอีกคนหนึ่งที่กำลังคิดแบบนี้อยู่ ขอบอกว่าอย่าเพิ่งรีบตัดสินใจ เพราะเหตุว่ายังมีอีกหลายเหตุผล ที่ชี้ว่าตู้เย็นแบบ 1 ประตู เหมาะสมกับหอพักมากกว่าจริงๆส่วนจะมีอะไรบ้าง พวกเราจะนำมาให้ท่านได้มองกัน ดังนี้
1. ตู้เย็นหนึ่งประตู มีขนาดของตู้เล็กมากยิ่งกว่าตู้เย็นแบบ 2 ประตูออกจะมาก แถมยังมีความสูงน้อยกว่าด้วย คุณสามารถเขยื้อนย้านไปใช้ได้ในทุกหอพัก ไม่ว่าหอพักของคุณจะมีห้องขนาดแคบเล็ก หรือมีประตูที่เตี้ยสักเท่าไรก็ตาม ก็หมดห่วงไปได้เลยว่าจะนำตู้เย็นไปตั้งได้หรือไม่ แล้วก็ด้วยความที่มีขนาดออกจะเล็ก ทำให้ไม่กินพื้นที่ใช้สอยในหอพักของคุณเท่าไรนัก คุณจะยังเหลือพื้นที่ในห้องของคุณไว้ใช้ตั้งวางของ หรือจัดเป็นมุมสวยๆสำหรับนั่งดำเนินการได้อีกมากมาย
2. ตู้เย็น 1 ประตู เป็นตู้ที่ไม่มีฟังก์ชั่นนำสมัยอะไรมากมายก่ายกอง มีแค่เพียงชั้นวางสำหรับแช่ของ ช่องฟรีซ ช่องใส่ขวดน้ำเพียงแค่นั้น คุณจึงไม่จำเป็นที่จะต้องรอบำรุงรักษาตู้มากมายเลย หน้าที่ของคุณมีแค่นำของกิน หรือเครื่องดื่มที่อาจจะบูด เสีย ใส่ตู้แช่เย็นไว้ให้ไม่เป็นอันตราย กับคอยละลายน้ำแข็ง รวมทั้งหมั่นชำระล้างตู้ไม่ให้มีคราบสกปรก แล้วก็ขยะเข้าไปสะสมแค่นั้นก็พอแล้ว ไม่ต้องคอยไล่น้ำ กำจัดตะกรัน ราวกับตู้เย็นที่ฟังก์ชั่นจัดเต็ม นอกจากนี้ การที่มีฟังก์ชั่นน้อย ทำให้ใช้ไฟฟ้าสำหรับเพื่อการหล่อเลี้ยงน้อยกว่า และก็นำไปสู่เรื่องปัจจัยค่าไฟฟ้าดังที่กล่าวไว้ข้างต้นเพราะว่า ตู้เย็น 1 ประตู กินไฟน้อยกว่าตู้เย็น 2 ประตูจริงๆ
3. ตู้เย็น 1 ประตู มีน้ำหนักค่อยกว่าตู้แช่เย็นแบบ 2 ประตูมากมาย ใช้คนเพียง 2 คน ก็สามารถโยกย้ายได้ และไม่ทำให้เกิดความยากแค้นยามที่จำเป็นต้องย้ายขึ้นหอที่อยู่ชั้นสูงๆหรือหอพักที่ไม่มีลิฟท์ จำเป็นต้องขึ้นบันไดสถานเดียว

มองเห็นไหมว่า ตู้เย็น 1 ประตู เหมาะกับหอมากมายจริงๆคนไหนที่กำลังรู้สึกว่าจะย้ายไปอยู่หอพักในเร็วๆนี้ เราขอชี้แนะให้ใช้ตู้เย็น 1 ประตูเลย ดียิ่งกว่าแน่นอน
ส่วนการรักษาตู้เย็น 1 ประตู ให้มีความสะอาด พร้อมใช้งาน แล้วก็มีคงทนถาวรอยู่เสมอ ใช้งานในหอได้นาน สามารถทำได้ดังต่อไปนี้
1. เมื่อตู้เย็นเริ่มว่างลง ไม่ค่อยมีของกินมาใส่แล้ว ควรจะใช้จังหวะนั้นทำขัดทำความสะอาดตู้เย็นซะ เก็บกวาดเศษอาหาร ของกินเก่า แล้วก็ขยะต่างๆที่หมักอยู่ในตู้เย็นออกไปทิ้งให้หมด แล้วขัดทำความสะอาดบริเวณที่มีคราบด้วยผ้าสะอาดชุบน้ำกิน อย่าปลดปล่อยจนถึงตู้เย็นมีกลิ่น หรือมีเชื้อราดำขึ้น เนื่องจากจะมีผลต่ออาหารที่จะนำไปแช่ครั้งต่อมา
2. แม้พบว่าน้ำแข็งในช่องฟรีซเริ่มเกาะครึ้มขึ้น ควรกดปุ่มละลายน้ำแข็ง หรืออีกแนวทางหนึ่งคือทำ OFF ตู้เย็น ดึงปลั๊กไฟฟ้าออก แล้วเปิดประตูตู้เย็นอ้าไว้ เพื่อน้ำแข็งละลายจนถึงหมด ระหว่างนี้คุณต้องหมั่นดึงถาดรับน้ำของตู้เย็นออก นำน้ำไปเททิ้ง แล้วใส่ถาดกลับเข้าไปใหม่อยู่เป็นประจำ จนกระทั่งเมื่อน้ำแข็งละลายหมดแล้ว ค่อยชำระล้างให้เรียบร้อยถัดไป ชี้แนะให้ทำตอนที่ไม่มีของกินแช่อยู่ในตู้แช่เย็น หรือเหลือแต่ของกินที่เก็บได้นานแล้ว

เครดิตบทความ บทความตู้เย็น 1 ประตู: Index

12
ในช่วงปัจจุบันที่ผู้คนอยากได้ความสบายสบายสำหรับการดำรงชีวิต เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นข้าวของเครื่องใช้ที่เข้ามามีหน้าที่ในชีวิตประจำวันของผู้คนมากมายเหลือเกิน
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีการวางขายอยู่ตามร้านค้า แล้วก็แหล่งผลิตภัณฑ์ต่างๆนั้น ตอนนี้มีอยู่นานาประการยี่ห้อ ตั้งแต่แบรนด์ดังๆมีชื่อเสียงของผู้ใช้โดยทั่วไป ไปจนถึงแบรนด์แปลกๆที่ไม่ค่อยชินหูเท่าไรนัก ซึ่งราคาของเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ก็จะผันแปรตามแบรนด์ของมันด้วย โดยปกติ เครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อดังๆมักมีราคาออกจะสูง ขณะที่เครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อแปลกๆราคามักจะถูก บางครั้งก็อาจจะถูกกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์แบรนด์ดังถึงครึ่งเดียวอย่างยิ่งจริงๆ ด้วยเหตุนี้ คนอีกจำนวนไม่น้อยจึงหันไปซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาถูกมาไว้ใช้ในบ้าน แทนที่จะจะต้องเสียเงินมากมายเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์ราคาสูง อย่างไรก็ดี จะต้องขอบอกเลยว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ เป็นข้าวของที่ประสิทธิภาพเปลี่ยนตามราคา มีหลายท่านที่ซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าราคาถูกไปใช้งาน ก่อนที่จะพบว่าเป็ฯสินค้าที่มิได้ประสิทธิภาพ ใช้งานไปได้ไม่นานเยอะแค่ไหนก็พัง เปิดไม่ติดแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น บางคนจะต้องพบกับอันตรายจากอุปกรณ์ไฟฟ้าคุณภาพแย่นั้นอีก ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าจากยี่ห้อดังที่แพงแพง หลายคนซื้อไปและก็พบว่าใช้งานเจริญ ไม่มีปัญหาตามมา ทั้งนี้ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ราคาแพงแพง ก็ไม่ใช่ว่าจะมีคุณภาพดีไปเสียทั้งสิ้น ในเวลาเดียวกัน เครื่องใช้ไฟฟ้าราคาไม่แพงก็ไม่ใช่ว่าจะด้อยประสิทธิภาพไปเสียทั้งผองด้วยเหมือนกัน ด้วยเหตุนั้นในบทความนี้ พวกเราจะมาดูกันว่า แม้อยากได้เลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาใช้งาน จะต้องมองที่อะไรบ้าง
1. ประสิทธิภาพของวัสดุที่เห็นได้จากภายนอก ส่วนนี้เราสามารถตรวจเช็คได้ในทันที กรรมวิธีคือทดลองดูภาวะด้านนอกของเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นนั้นดูก่อนว่าใช้อุปกรณ์อะไรมาประกอบ ถ้าอุปกรณ์ที่ใช้ข้างนอกเป็นสแตนเลส โลหะ หรือพลาสติกคุณภาพดี พวกเราก็สามารถเก็บเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ชิ้นนั้นไว้เป็นตัวเลือกได้ แต่ถ้าหากเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ชิ้นใดที่ใช้อุปกรณ์ประกอบข้างนอกไม่ค่อยดีเยอะแค่ไหน ดังเช่น พลาสติกคุณภาพไม่ดี โลหะบางๆพวกเราก็บางทีก็อาจจะอนุมานได้ว่าส่วนประกอบภายในอาจจะไม่ดี สามารถตัดอุปกรณ์ไฟฟ้าชิ้นนั้นออกจากตัวเลือกได้ สำหรับข้อนี้ คนจำนวนไม่น้อยบางครั้งอาจจะคิดว่ามองเพียงแค่อุปกรณ์จากด้านนอกได้จริงหรือ เป็นไปไม่ได้เลยหรือที่เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่วัสดุภายนอกมีคุณภาพต่ำ แต่ว่าส่วนประกอบข้างในอาจจะมีประสิทธิภาพก็ได้ ขอตอบเลยว่า จากข้อมูลของผู้ใช้ตามกระดานข่าวสารต่างๆพบว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้อุปกรณ์คุณภาพแย่ประกอบภายนอก ชอบเสียเมื่อใช้ไปได้ไม่นาน ด้วยเหตุนี้ขอให้คิดไว้ก่อนเลยว่า ขนาดอุปกรณ์ประกอบด้านนอกยังไม่ดี แล้วส่วนประกอบภายในจะดีได้ยังไง ขอให้เลี่ยงเสีย
2. สายไฟที่ใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นๆควรเป็นสายไฟที่มีขนาดเหมาะสมกับกระแสไฟฟ้าที่เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์นั้นอยาก ยิ่งหากเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ประเภททำความร้อน ดังเช่น หม้อหุงข้าว กระติกน้ำร้อน เตาปิ้ง ควรจะเลือกรุ่นที่มีสายไฟขนาดใหญ่พอเพียง เพราะว่าหากว่าเรานำเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สายไฟไม่ใหญ่พอที่จะรับกระแสได้ เมื่อใช้งานไปได้สักระยะ จะเกิดความร้อนขึ้นที่สายไฟ และก็ถ้าหากใช้เป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆจะนำมาซึ่งการทำให้สายไฟละลาย หรือเกิดไฟลุกขึ้นได้ เพราะฉะนั้นสำหรับการเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า ควรจะเลือกรุ่นที่ใช้สายไฟเหมาะสมกับสิ่งที่จำเป็นไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ประเภทนั้นๆ
3. ราคา ดังที่กล่าวไปในข้างต้นว่า ราคานับว่าเป็นต้นเหตุอย่างหนึ่งที่ชีวัดประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ได้อย่างดีเยี่ยม โดยถ้าหากพวกเราอยากได้ซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีคุณภาพ ก็ไม่ควรซื้อผลิตภัณฑ์ที่ราคาแพงถูกเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่จำต้องใช้ไฟมากมาย หรือต้องใช้งานตลอดวัน หรือถ้าว่าพวกเราไม่มีเงินมากพอจะซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ราคาสูงได้ ก็อาจเลือกรุ่นที่ราคาแพงถูกลงมา แต่จำต้องไม่ถูกเหลือเกิน
4. ข้อคิดเห็นจากผู้ที่เคยใช้ ส่วนนี้นับว่าสำคัญ เพราะเหตุว่าประสบการณ์ของคนที่เคยใช้จะเป็นตัวชี้ได้อย่างดีว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ยี่ห้อนั้นมีคุณภาพหรือเปล่า โดยควรเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่มีเสียงตอบรับจากผู้ใช้จำนวนมากว่าใช้ดี คงทน ไม่มีปัญหา ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์จากแบรนด์ที่ได้รับเสียงตอบรับว่าแย่ ใช้งานไม่ดี เสียง่าย ก็ควรจะหลบหลีกไม่ซื้อมาใช้งาน สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ค่อยมีคนใดกันแน่กล่าวถึงสักเยอะแค่ไหน ก็เป็นสินค้าที่ควรหลีกเลี่ยงไม่ซื้อมาใช้งานเหมือนกัน เนื่องด้วยมีความน่าจะเป็นว่าอุปกรณ์ไฟฟ้ายี่ห้อนั้นอาจมีคุณภาพี่ไม่ดี ก็เลยไม่ค่อยถูกซื้อไปใช้งานมากเท่าไรนัก
5. อย่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าจากแรงเชียร์ของพนักงานที่ทำหน้าที่ในการขาย ผู้คนจำนวนมากที่ได้หาข้อมูลไว้แล้ว และตกลงใจแล้วว่าจะซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าจากยี่ห้อหนึ่งที่ตนคิดไว้ ชอบพลาดตอนมาซื้อที่ห้างจริงๆเนื่องจากพนักงานที่มีหน้าที่ขายจะเชียร์แบรนด์ที่ตนขายอยู่ตลอดเวลา ครั้งคราวก็บอกว่าผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ที่พวกเราเล็งไว้อยู่นั้นไม่ดี อย่าไปซื้อ ลงท้ายก็จบที่เราเผลอซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่พนักงานเชียร์ขาย ก่อนที่จะจำต้องมาพบว่าสิ่งที่ตนซื้อมานั้นไม่มีประสิทธิภาพ ฉะนั้น เมื่อไปซื้อผลิตภัณฑ์อุปกรณ์ไฟฟ้าตามห้าง ขอให้ใจแข็งเข้าไว้ อย่าเผลอหลงคารมพนักงานอย่างเด็ดขาด

การจะเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ได้ของที่มีคุณภาพมานั้น หลักๆก็ต้องดูที่ 5 ข้อดังที่ได้กล่าวมาแล้วมานี้ รับประกันว่าท่านจะสามารถซื้อสินค้าที่มีคุณภาพมาได้อย่างแน่แท้ แต่ว่าสำหรับคุณแม่บ้านบางบุคคล อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีความวิตกกังวลอยู่ว่าตนดูอะไรไม่เป็นสักอย่าง แม้แต่อุปกรณ์ภายนอกก็ยังไม่สามารถที่จะแยกได้ ถ้าหากเป็นแบบนี้ ก็ขอให้ท่านเลือกซื้อเฉพาะอุปกรณ์ไฟฟ้ายี่ห้อดีๆราคาพอควรเป็นหลัก แล้วท่านจะได้ผลิตภัณฑ์ที่มีความทนทาน ตรงตามความปรารถนาเลย

Source: บทความเครื่องใช้ไฟฟ้า: Index Living Mall

13
พัดลม เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่งที่อยูคู่กับสังคมไทยมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน แฃะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ทุกบ้านต้องมีเนื่องจากเมืองไทยเป็นเมืองร้อน ถ้าเกิดไม่มีอุปกรณ์ไฟฟ้าอะไรสักอย่างที่พอจะคลายร้อนได้บ้าง คงจะไม่มีทางพักอาศัยในบ้านได้อย่างสุขสบายแน่

ตอนนี้ พัดลมเปลี่ยนเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้รับการพัฒนาให้ออกมาหลายรูปแบบ รองรับทุกลักษณะการนำไปใช้งาน พัดลมตั้งโต๊ะ พัดลมตั้งพื้นพัดลมติดผนัง พัดลมติดเพดาน พัดลมโคจร และฯลฯ ในบรรดาแบบอย่างพัดลมพวกนี้ พัดลมตั้งโต๊ะ ดูเหมือนเป็นแบบยอดนิยมเพื่อการใช้แรงงานมากที่สุด เพราะมีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักค่อย เปลี่ยนที่ง่าย ดัดแปลงงานได้มากมาย จะพัดในที่ต่ำก็ได้ หรือจะนำไปใช้พัดในที่สูงก็แค่หาโต๊ะหรือเก้าอี้มาต่อเท่านั้นไม่เหมือนพัดลมตั้งพื้นหรือพัดลมโคจร ที่ใช้งานได้ไม่หลากหลายนัก แถมยังย้ายที่ทุกข์ยากลำบากมากอีกด้วยหลายบริษัทเล็งเห็นถึงความอยากได้ของมนุษย์ที่มีต่อพัดลมตั้งโต๊ะ ก็เลยได้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าประเภทนี้ออกมาขายบนท้องตลาดกันแบบแน่น อย่างที่พวกเราจะมีความคิดเห็นว่าในห้างสรรพสินค้า และร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้า มีทั้งพัดลม ตั้งโต๊ะแบรนด์เนม รวมทั้งพัดลมโนเนมมาให้ได้เลือกกัน แต่ถามว่าถ้าพวกเราจำเป็นต้องไปซื้อพัดลมจำพวกนี้มาใช้ในบ้านตนเอง จะเลือกพัดลมแบรนด์เนมหรือโนเนมดีละ วันนี้พวกเราจะมาหาคำตอบกัน

ข้อแรก ขอเชิญชวนทุกคนไปทำความเข้าใจกับนิยามของพัดลมแบรนด์เนม กับพัดลมโนเนมก่อน พัดมแบรนด์เนม เป็น พัดลมตั้งโต๊ะ ที่มียี่ห้ออันเป็นที่รู้จักทั่วไป พูดชื่อขึ้นมาขณะใด ไม่มีใครที่ไม่รู้จัก ตัวอย่างเช่น พัดลม Mitsubishi Toshiba Hitachi Panasonic Hatari อะไรทำนองนี้ ส่วนพัดลมโนเนม คือพัดลมที่ผลิตออกมาแบบไม่มีแบรนด์ติด หรือถึงจะมีแบรนด์ เวลาพูดชื่อขึ้นมา หลายท่านจะเกิดรีแอคว่า มีพัดลมแบรนด์นี้อยู่บนโลกด้วยหรือ นี่ยังรวมไปถึงพัดลมที่ผลิตมานาน แต่คนไม่ค่อยรู้จัก ก็ถือได้ว่าพัดลมแบบโนเนมด้วย

ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างพัดลม ตั้งโต๊ะแบรนด์เนม กับพัดลมตั้งโต๊ะโนเนม ก็คือ ราคา เป็นที่รู้กันว่าพัดลมตั้งโต๊ะแบบแบรนด์เนมราคาจะสูงมากมาย บางแบรนด์ราคาพุ่งไปถึงหลักพันทั้งๆที่เป็นแค่พัดลมตัวเล็กๆส่วนถ้าเป็นพัดลมโนเนม ราคาจะต่ำสูงถึงสูงที่สุด บางตัวใช้แบงค์ร้อยแค่ใบเดียวก็ซื้อหามาเป็นเจ้าของได้แล้ว ปริศนาคือเพราะอะไรก็เลยเป็นแบบนั้น แล้วถ้าหากพวกเราอยากได้พัดลมมาใช้สักตัวจริงๆไปซื้อพัดลมโนเนมมาใช้ไม่ดีกว่าหรือ พัดได้เช่นกัน แถมไม่เปลืองด้วย ข้อนี้จะขอตอบเลยว่า ที่พัดลมแบรนด์เนมกับพัดลมโนเนมไม่เหมือนกันเนื่องมาจากมีต้นเหตุ 2 อย่าง ดังนี้
1. สิ่งของที่ใช้ โดยธรรมดาพัดลมแบรนด์เนมชอบใช้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพกว่า สร้างมาจากบริษัทแม่ที่มีการควบคุมคุณภาพอยู่เสมอ มีการทดลองประสิทธิภาพส่วนประกอบแต่ละชิ้น เนื่องจากว่าเป็นองค์ประกอบผลิตเอง ทำให้มีต้นทุนสูง แต่ว่าในเวลาเดียวกันส่วนประกอบก็จะมีความคงทน ใช้งานได้ดีมากยิ่งกว่าด้วย มีรอบการหมุนดี ให้ลมแรง ในระหว่างที่พัดลมโนเนม มักจะใช้อุปกรณ์ที่จ้างผลิตขึ้นจากโรงงานที่มีกำลังในการผลิตสูง เมื่อกำลังการผลิตสูง ก็พอๆกับว่าจำเป็นต้องรีบผลิต ไม่มีเวลามาตรวจตราคุณภาพ ผลิตเสร็จก็ส่งออกในราคาถูก แล้วบริษัทผู้ผลิตก็จะเอามาประกอบเองต่อ พร้อมตีตราแบรนด์ตัวเอง บางแบรนด์ยิ่งหนัก คือให้บริษัทที่มีกำลังในการผลิตประกอบให้ตนเองด้วยเลย และจากนั้นก็รับมาแค่ตีตราแค่นั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงทำให้พัดลมโนเนมมีต้นทุนการสร้างถูกมาก ราคาขายก็เลยต่ำตามไปด้วย แม้กระนั้นถึงจะราคาถูก มันก็แลกมาด้วยภาวะส่วนประกอบที่ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ใช้ได้ไม่แข็งแรง หมุนแล้วไม่ค่อยมีลมออกมา และหากใช้ผ่านไปแค่ 4-5 เดือนก็เริ่มมีปัญหาแล้ว อย่างหมุนช้าลง หรือบางคราวก็ไม่หมุนเลย
2. ประสิทธิภาพการประกอบ พัดลมแบรนด์เนมโดยมากจะมีคุณภาพการประกอบที่ดี มีโครงแข็งแรง ยึดส่วนประกอบต่างๆดี เนื่องจากผลิตเอง และก็มีการควบคุมคุณภาพการประกอบอยู่เสมอ นำมาซึ่งการทำให้ใช้งานได้นาน ไม่ค่อยพบปัญหาตามมา ในช่วงเวลาที่พัดลมตั้งโต๊ะโนเนมราคาถูกๆมักไม่ค่อยให้ความเอาใจใส่กับประสิทธิภาพการประกอบ บางเครื่องนี่เห็นได้ชัดเลยว่าส่วนประกอบบางชิ้นยึดไม่แน่น พอเพียงเอามาใช้ก็เกิดปัญหาอย่างสั่น เสียงดัง แล้วก็จะลาโลกนี้ไปในเวลาไม่ถึงปี และคุณภาพพลาสติกโครงที่เป็นของคุณภาพไม่ดี ติดไฟง่าย มอเตอร์ไหม้ทีไฟก็ลุกในเวลาไม่ถึง 10 นาที กลายเป็นชนวนของไฟไหม้กันไปอีก จากรายละเอียดที่ว่ามานี้ คุณนักอ่านอาจพอจะเลือกกันได้แล้วว่าจะเอาพัดลมตั้งโต๊ะแบบแบรนด์เนม หรือจะเลือกของโนเนมราคาถูกๆไปใช้ที่บ้าน อย่าซื้อแบบดูแค่ราคาสิ่งเดียว เพราะเหตุว่าแม้กระทั่งคุณได้พัดลมราคาถูกมาใช้งาน แต่ว่าเมื่อใช้ไปแล้วพังทลายต้องเปลี่ยนแปลงใหม่ก็เท่ากับว่าจำต้องเสียเงิน 2 ต่อ สู้ซื้อพัดลมที่คุณภาพดี แม้ว่าจะราคาแพงหน่อย แต่ไม่ต้องคอยเปลี่ยนแปลงใหม่ 4-5 ปีก็อยู่ได้สบาย อย่างงี้สิถึงจะเรียกว่าคุ้มของแท้

Source: บทความพัดลมตั้งโต๊ะ: www.indexlivingmall.com

14
ในระยะเวลายามเช้า หรือบางทีอาจจะรุ่งเช้ามากสำหรับใครบางคน การมีนาฬิกาปลุกไว้ช่วยปลุก ก็คงเกิดเรื่องที่จำเป็นชนิดจำเป็นกันอย่างยิ่งจริงๆ

คุณคงจะทราบดีอยู่แล้วว่า นาฬิกาปลุกที่วางจำหน่ายอยู่บนท้องตลาดในขณะนี้นั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ดังเช่น นาฬิกาปลุกแบบดิจิทัลที่แสดงหน้าปัดเป็นตัวเลข และนาฬิกาปลุกแบบเข็ม แต่ว่าคุณอาจจะไม่เคยรู้ว่าจริงๆแล้ว ถ้าต้องการจะเลือกนาฬิกาปลุกแบบใดสักแบบหนึ่ง ต้องดูที่อะไรบ้าง ครั้งคราวเมื่อไปห้างสรรพสินค้า คุณก็เลือกเฉพาะนาฬิกาเรือนที่ตัวเองชอบใจ พอนำกลับมาใช้ที่บ้านก็พบว่าใช้งานได้ไม่ดี ไม่ตรงตามความปรารถนาสักเท่าไร เมื่ออ่านมาถึงนี้ คุณคงจะเกิดความข้องใจขึ้นมาบ้างแล้วว่า ถ้าหากว่าเป็นอย่างนั้นเราน่าจะซื้อนาฬิกาปลุกแบบไหนดี วันนี้พวกเรามีคำตอบมาฝาก

เมื่อก่อนที่จะไปเปรียบกันว่านาฬิกาแบบไหนดีกว่ากัน เราจำเป็นจะต้องเข้าใจก่อนว่านาฬิกาแต่ละเรือนนมีลักษณะอย่างไร เริ่มจากนาฬิกาปลุกแบบดิจิทัลก่อน นาฬิกาปลุกรุ่นนี้มีเอกลักษณ์คือการแสดงผลหน้าปัดเป็นตัวเลข กำหนดชั่วโมง นาที และวินาทีอย่างถี่ถ้วน ในนาฬิกาปลุกดิจิทัลบางรุ่น ยังมีการบอกจำนวนอุณหภูมิในช่วงเวลานั้นอีกด้วย จุดเด่นของนาฬิกาปลุกรุ่นนี้คือบอกเวลาได้ละเอียด คุณสามารถรู้ได้ทันทีว่าปัจจุบันนี้เป็นเวลาชั่วโมง กี่นาที รวมทั้งกี่วินาทีแล้ว ส่วนข้อผิดพลาดของนาฬิกาปลุกรุ่นนี้เป็น ด้วยความเป็นนาฬิกาแสดงตัวเลข ทำให้เมื่อถึงเวลาเวลากลางคืนที่ปิดไฟมืดหมดแล้ว คุณจะไม่สามารถที่จะเห็นเลขเวลาได้ ผู้ผลิตหลายรายได้เห็นถึงข้อด้อยส่วนนี้ จึงได้เพิ่มฟังก์ชั่นสำหรับเปิดไฟสะท้อนแสงที่หน้าปัดนาฬิกา โดยเมื่อกดปุ่ม คุณจะสามารถแลเห็นจำนวนเวลาได้ ปัญหานี้ก็จะน้อยลง แต่ว่าในนาฬิกาดิจิทัลรุ่นต่ำๆจะยังไม่มีฟังก์ชั่นส่วนนี้ นอกจากนั้น ยังมีผู้สร้างบางรายที่คิดทำให้นาฬิกาปลุกดิจิทัลของตนเองมีตัวเลขเรืองแสงอยู่ตลอดเวลา ก็สามารถที่จะช่วยให้มองเห็นในที่มืดได้กระจ่างดียิ่งขึ้น แต่ว่าก็ตามมาด้วยปัญหาแสงจากจำนวนบนนาฬิการบกวนคุณตลอดระยะเวลา ทำให้ไม่สามารถที่จะนอนหลับได้สนิท จำต้องย้ายนาฬิกาไปไว้ห้องอื่น แปลงเป็นข้อบกพร่องขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง

ส่วนนาฬิกาปลุกแบบเข็ม เป็นนาฬิกาต้นแบบดั้งเดิมที่อยู่คู่กับเมืองไทยพวกเรามานานแล้ว เอกลักษณ์ของนาฬิการุ่นนี้ก็คือ มีเข็มสั้น เข็มยาว แล้วก็เข็มวินาทีบนหน้าปัด เข็มทั้งยัง 3 จะเขยื้อนไปเรื่อยๆตรงเวลาที่ผ่านไป ด้วยความที่เป็นนาฬิกาเข็ม ทำให้การบอกเวลาอาจจะมีความละเอียดน้อยกว่านาฬิกาแบบดิจิทัลอยู่หน่อยหนึ่ง คุณอาจจะไม่อาจจะมองเวลาจากนาฬิกาแบบเข็ม แล้วบอกได้ละเอียดหมดเลยว่าปัจจุบันนี้กี่ชั่วโมง กี่นาที กี่วินาที แต่ว่าก็พอที่จะบอกเวลาแบบอย่างคร่าวๆได้อยู่ว่าปัจจุบันนี้เป็นเวลากี่โมง กี่นาที นอกจากนั้น นาฬิกาแบบเข็มยังเป็นนาฬิกาที่ไม่ค่อยมีฟังก์ชั่นจัดเต็มเหมือนอย่างนาฬิกาปลุกแบบดิจิทัลสักเท่าไรนัก ยิ่งบางรุ่น คุณอาจจะสามารถใช้งานได้เพียงดูเวลาสิ่งเดียว ดูอย่างกับว่าเป็นจุดบกพร่อง แต่จริงๆก็ถือเป็นจุดเด่นสำหรับผู้ที่ไม่อยากนาฬิกาที่ใช้งานยุ่งยากมากมาย บอกเวลาได้ก็พอแล้ว เนื่องจากว่าครั้งคราวซื้อนาฬิกาปลุกแบบดิจิทัลมา ก็ต้องเจอกับตัวเลขที่มากมายเยอะไปหมด ดูแทบไม่รู้เรื่องว่าเลขไหนเป็นเวลา หรือเลขไหนเป็นอย่างไร คุณจะไม่พบปัญหานี้ในนาฬิกาปลุกดิจิทัล

จะมองเห็นได้ว่า ลักษณะเด่นของนาฬิกาปลุกอีกทั้ง 2 แบบนี้ ก็มีความต่างกันไป ขึ้นอยู่กับแบบอย่างแล้วก็ฟังก์ชั่นการใช้งาน ต่อนี้ไปกลับมาไปสู่ปัญหาที่ว่า ถ้าอยากจะได้นาฬิกาปลุกสักเรือนละ จะเลือกแบบไหนดี ด้วยความที่นาฬิกา 2 แบบ ต่างก็มีลักษณะเด่นแตกต่างกัน ทำให้อาจบอกแบบตัดสินไปเลยไม่ได้ในทันทีว่าซื้อเรือนไหนดีกว่า แม้จะเลือกให้ได้ดิบได้ดีที่สุด คุณต้องตรึกตรองเหตุดังนี้
1. ความจำเป็นในการใช้งาน ถ้าหากว่าอยากได้นาฬิกาปลุกชนิดที่ว่า ซื้อมาเพียงแค่เรือนเดียว ก็มองได้ทุกสิ่ง ไม่จำกัดเฉพาะเวลา นาฬิกาดิจิทัล คงจะตอบโจทย์ในสิ่งที่ต้องการของคุณเจริญที่สุด ด้วยเหตุว่าแสดงผลลัพธ์ทุกๆอย่าง อุณหภูมิ สภาพภูมิอากาศ วันที่ และก็ฯลฯ แต่ถ้าหากคุณซื้อนาฬิกาปลุกมาเพราะเหตุว่าคิดว่าจะใช้ปลุกจริงๆไม่ได้อยากฟังก์ชั่นที่จัดเต็มจนกระทั่งเชื้อเชิญงงเต็ก ใช้งานผิด ก็ขอแนะนำว่าแบบเข็มก็เพียงพอต่อความปรารถนาแล้ว
2. คุณสมบัติเฉพาะตัวของนาฬิการุ่นนั้นๆอาทิเช่น นาฬิกาบางรุ่นมีฟังก์ชั่นเรืองแสงในตัวเอง มีหน้าปัดพรายน้ำ หากคุณมีความคิดว่าการนำนาฬิกาที่มีแสงสว่างในตนเองมาตั้งในห้องนอน เป็นการก่อกวนการนอนของคุณ ทำให้นอนไม่หลับ หรือไม่ก็นำมาซึ่งการก่อให้เกิดความหลอนอย่างกับมีผู้ใดมายืนอยู่ในห้อง ก็ไม่ควรซื้อเรือนนั้น หันไปซื้อนาฬิกาธรรมดาที่ไม่มีแสงในตัวเองจะดีมากกว่า ฯลฯ
3. ไม่ใช่ว่า นาฬิกาปลุกทุกรุ่นจะมีเสียงปลุกที่เท่ากัน บางรุ่นเสียงปลุกเบามาก แทบจะไม่ได้ยิน แม้กระทั่งปลุกก็ราวกับไม่ได้ปลุก หรือบางรุ่นก็มีเสียงปลุกที่สั่นประสาท เชิญให้ปวดหัวยามตื่นทุกครั้ง โดยเหตุนั้นไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาปลุกแบบดิจิทัล หรือนาฬิกาปลุกแบบเข็มก็ตาม คุณจะต้องให้ความสำคัญกับการเลือกเสียงปลุกด้วย ก่อนที่จะคิดที่จะตัดสินใจซื้อ คุณควรจะทดลองทดสอบเสียงปลุกดูสักนิดว่าเป็นยังไง แล้วเลือกรุ่นที่คุณคิดว่าชอบเสียงปลุกของมันเยอะที่สุด
นาฬิกาปลุก นับว่าเป็นเครื่องไม้เครื่องมือชิ้นสำคัญที่ช่วยทำให้คุณตื่นมารับวันใหม่ได้อย่างผ่องใส โดยเหตุนั้นคุณควรเลือกให้ถูกต้อง เพื่อช่วยสนับสนุนการหลับและก็การตื่นนอนอย่างโดยความเป็นจริง

แหล่งที่มา บทความนาฬิกาปลุก: Index Living Mall

15
ชั้นวางของ คือเครื่องเรือนที่ช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับการเก็บของได้เป็นอันมากชั้นวางของที่มีการผลิตออกมาวางขายในตอนนี้ มีอยู่นานัปการแบบไม่ว่าจะเป็นชั้นแบบทึบมีฝาปิด ชั้นแบบทึบไม่มีฝาปิด ไปจนถึงชั้นแบบโปร่ง ในส่วนของขนาดก็มีอยู่นานาประการทั้งขนาดเล็ก ขนาดกึ่งกลาง และก็ขนาดใหญ่ มีเจ้าของบ้านจำนวนมากที่รู้สึกว่าซื้อชั้นสำหรับวางของแบบไหนไปใช้ก็ได้ ไม่ได้ต่างอะไรกันมากนัก ต้องการจะกล่าวว่าโน่นเป็นความคิดที่ไม่ถูกจำเป็นต้องสักเยอะแค่ไหน เนื่องจากหากแม้ชั้นวางของทุกใบจะสามารถใช้วางของได้หมด แม้กระนั้นด้วยการออกแบบของมันทำให้ในบางครั้งหากเราเลือกใช้อย่างไม่เหมาะสม จะก่อให้การจัดสิ่งของทำเป็นไม่ราบรื่นนัก เกิดปัญหาเอาของเข้าจัดได้ไม่หมด หรือจัดของได้แต่ว่าของที่วางอยู่มักจะตกลงมาที่พื้น จำต้องคอยเก็บขึ้นเสมอๆยิ่งหากเป็นสิ่งของที่ทรุดโทรมเสียหายง่ายอย่างแก้ว ขวดโหล ถ้าหากตกลงมาแตกก็เท่ากับเสียไปเลย ไม่สามารถที่จะเก็บขึ้นมาซ่อมได้อีก นอกนั้น ถ้าพวกเราเลือกใช้ชั้นสำหรับเพื่อวางของที่ไม่เข้ากันสิ่งของที่พวกเราจะจัด ย่อมนำมาซึ่งการทำให้ของไม่เรียบร้อย ดูรุงรัง แล้วก็อาจแปลงเป็นที่อยู่ของสัตว์อันไม่ประสงค์ทั้งหลายแหล่ได้ โดยเหตุนี้ การจะจัดสิ่งของให้เป็นระเบียบเรียบร้อย มองสวยงามอย่างแท้จริง เราก็เลยต้องเลือกชั้นสำหรับวางของให้ถูกลักษณะสามารถสรุปได้ดังนี้
1. ชั้นสำหรับเพื่อวางของแบบโปร่ง ไม่มีฝาผนังกัน ชั้นวางลักษณะนี้มีต้นแบบเป็น ไม่มีฝาผนังกัน มีเพียงแค่ส่วนโครง แล้วก็ส่วนพื้นของชั้นแต่ละชั้นแค่นั้น เนื่องจากว่าไม่มีผนังกั้น ทำให้ช่องทางที่ข้าวของจะตกลงมาด้านข้างล่างมีสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวของที่วางไว้อย่างหมิ่นๆเหมาะสำหรับใช้วางข้าวของที่มีโอกาสเสียหายได้น้อย สามารถใช้แบ่งกลุ่มข้าวของที่มีจำนวนไม่เท่าไรนักได้
2. ชั้นวางของแบบโปร่ง มีฝาผนังกัน ชั้นออกแบบนี้จะมีลักษณะคล้ายกับชั้นแบบแรก แตกต่างกันเพียงแค่ชั้นอย่างงี้จะมีการทำส่วนประกอบแผนผังสำหรับกันรอบๆพื้นชั้นโดยผนังนี้อาจมีความสูงจากพื้นชั้นขึ้นมาเพียงเล็กน้อย หรือบางทีอาจสูงมากขึ้นมากระทั่งเกือบชั้นวางข้างบนก็ได้ชั้นสำหรับวางของรูปแบบนี้มีข้อดี คือ ระบายอากาศก้าวหน้า สามารถคุ้มครองป้องกันสิ่งของได้ระดับหนึ่ง ถ้าเกิดของบนชั้นจะตกลงมาก็จะใกล้กับฝาผนังที่กันอยู่ แม้กระนั้นด้วยฝาผนังที่สร้างขึ้นมาไม่มาก บางทีอาจไม่สามารถที่จะคุ้มครองปกป้องสิ่งของชิ้นเล็กๆหรือข้าวของที่มีน้ำหนักเบาได้ เหมาะสำหรับวางข้าวของที่มีน้ำหนักมาก และก็อยากการคุ้มครองในระดับหนึ่ง อาทิเช่น จานชาม ถ้วย โถต่างๆรวมทั้งเครื่องครัวอื่นๆด้วย
3. ชั้นวางของแบบทึบ ไม่มีฝาปิด ชั้นวางลักษณะนี้จะเพิ่มรายละเอียดขึ้นมาสักนิดเป็นมีการใช้อุปกรณ์ปิดทึบตัวอย่างเช่นไม้อัด พลาสวูด พลาสติก หรือไม้จริง มาปิดข้างๆและก็ด้านหลังของชั้นกระทั่งทึบ เหือช่องว่างสำหรับนำข้าวของเข้าเฉพาะข้างหน้าเพียงแค่นั้น ชั้นสำหรับวางของรูปแบบนี้มีจุดเด่นคือสามารถคุ้มครองปกป้องข้าวของได้ดิบได้ดีก่าชั้นแบบโปร่ง ไม่มีปัญหาของตกไปอยู่ข้างหลังชั้น แต่ข้อตำหนิของชั้นรูปแบบนี้เป็น ระบายอากาศได้ไม่มาก เหมาะสำหรับใช้เก็บข้าวของต่างๆที่จับใช้หลายครั้ง และไม่อยากให้สัมผัสกับความชุ่มชื้น อาทิเช่น เครื่องปรุงประเภทต่างๆเครื่องใช้ประเภทน้ำยาที่เอาไว้ล้างจานผงซักฟอก ที่พึ่งพิงซื้อมาจากซูเปอร์มาร์เก็ต
4. ชั้นวางของแบบทึบ มีฝาปิด ชั้นสำหรับเพื่อวางของลักษณะนี้จะคล้ายกับชั้นแบบที่ 3 แต่ว่ามีการเพิ่มฝาสำหรับปิดชั้นด้วย ข้อดีของชั้นสำหรับวางของลักษณะนี้ก็คือ มีความมิดชิดสูง สามารถคุ้มครองข้าวของจากความชุ่มชื้นแล้วก็มลภาวะต่างๆได้แทบ 100% อีกทั้งยังคุ้มครองป้องกันไม่ให้ข้าวของร่วงจากชั้นได้ดีที่สุดด้วย แต่ข้อบกพร่องของมันก็มีอยู่หมายถึงระบายอากาศได้ไม่ดีนัก และก็หยิบของออกมาใช้งานได้ไม่ค่อยสะดวกเท่าชั้นวางแบบอื่นๆเหมาะกับใช้เก็บสิ่งของที่มีน้ำหนักค่อย สิ่งของที่ต้องการการถนอมกล่อมเกลี้ยง รวมทั้งข้าวของที่ไม่ค่อยได้นำออกมาใช้งานอย่างเช่น แก้วเจียระไน เครื่องปั้นดินเผาต่างๆหนังสือ เอกสารต่างๆฯลฯ เว้นเสียแต่ประเภทของชั้นสำหรับวางของตามลักษณะอย่างที่พูดไปแล้ว พวกเรายังสามารถแบ่งชนิดของชั้นสำหรับเพื่อวางของตามการติดตั้งได้อีกด้วย โดยสามารถแยกออกได้เป็น 2 แบบอย่างเป็นชั้นสำหรับวางของแบบตั้งพื้น รวมทั้งชั้นสำหรับเพื่อวางของแบบแขวน ซึ่งชั้นสำหรับเพื่อวางของแบบตั้งพื้น จะเหมาะสมกับการใช้เก็บข้าวของขนาดใหญ่ น้ำหนักมากมาย ขณะที่ชั้นสำหรับเพื่อวางของแบบห้อยจะเหมาะกับการใช้เก็ยบสิ่งของชิ้นเล็กๆที่มีน้ำหนักไม่มาก จะเป็นถ้วยจานทั้งหลายแหล่หรือสิ่งของที่ใช้ในชีวิตประจำวันก็ได้ ไม่สมควรใช้ชั้นสำหรับวางของแบบห้อยเป็นที่เก็บของที่มีน้ำหนักมากมาย เพราะอาจส่งผลให้ชั้นวางรับน้ำหนักไม่ไหว หล่นลงมาจากจุดติดตั้ง จนกระทั่งทำให้ข้าวของข้างในมีอันตรายได้ สำหรับเรื่องของอุปกรณ์ ส่วนนี้จัดว่าไม่สลับซับซ้อนสักเท่าไรนัก เพราะเหตุว่าพวกเราสามารถประมาณด้วยตาเปล่าได้ว่าชั้นที่ทำมาจากสิ่งของที่มองเห็น เหมาะแก่การใช้งานในจุดที่อยากไหม หลักๆก็มีเพียงไม่สมควรนำชั้นไม้อัดไปใช้ในที่ที่มีความชื้นสูง และไม่ควรที่จะนำชั้นพลาสติกไปใช้ในที่ๆอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เป็นต้น

การเลือกชั้นวางของให้เหมาะสมกับสิ่งของที่จะวางนั้น ดูผิวเผินบางทีอาจเหมือนกับมันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรนัก แต่ว่าถ้าเรารู้จักเลือกอย่างเหมาะสมแล้วก็ถูกต้อง ก็จะทำให้การจัดข้าวของในบ้านเป็นเรื่องที่ไม่ได้ยากเย็นขึ้นมาก และก็อันตรายที่จะเกิดกับของในชั้นก็ลดน้อยลง ส่วนเรื่องออกแบบรวมทั้งราคา ผู้ใช้สามารถเลือกซื้อดังที่หัวใจของตนเองต้องการได้เลย

Website: บทความชั้นวางของ: Index Living Mall

หน้า: [1] 2 3 ... 242